The New Macbook กับแสงแห่งความหวังที่หายไป

The New Macbook กับแสงแห่งความหวังที่หายไป

ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม เพราะบางครั้งผมอาจจะแค่คิดไปเองก็ได้

แต่เนื่องจากผมค่อนข้างติดตามข่าวสารของ Apple พอสมควร ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ชอบศึกษาเรื่องการสร้าง Brand ไปในตัว

หลายๆ คนอาจจะได้เห็น New Macbook ตัวใหม่แล้ว ซึ่งมันสวยมาก แต่สเป็กกากไปหน่อย เพราะรุ่นนี้เขาพยายามจับกลุ่มสินค้าแฟชั่น เพราะดูจากราคา สี และดีไซน์แล้ว คงจะไปแนวๆ นั้นแหละ

ตรงนี้คือประเด็น : ทำไมต้องเอาโลโก้เรืองแสงของ Apple ออก? (เพราะเอาใส่ไว้ก็ใช่ว่าจะเปลืองไฟเพิ่มขึ้น)

ที่ผมเอามาเป็นประเด็น ก็เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่าคนใช้ Macbook เกินครึ่ง ซื้อครั้งแรกก็เพราะตัวโลโก้เรืองแสงนี่แหละ

ทำไมน่ะเหรอ?

เพราะ Apple เค้ามี Why ที่ชัดเจนไง

ซึ่ง Why ของ Apple นั่นก็คือ “Think Difference”

Apple ก่อตั้งขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ว่า “Think Difference” ของสตีฟ จ๊อบส์

(ผมยอมรับว่าตอนที่ผมซื้อ Macbook ครั้งแรก ก็เพราะคิดว่า “เฮ้ย ตูไม่เหมือนใครเฟ้ย ตูสาวก Apple นะเฟ้ย” )

แต่ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ขอเล่าเรื่อง Why ก่อนครับ

ถ้าใครติดตาม TED Talk จะมีคลิปหนึ่งของคุณ Simon Sinek ที่พูดในหัวข้อ How great leaders inspire action

ซึ่งใจความของเขาก็คือการ “Start with why” หรือการเริ่มต้นทำสิ่งใดๆ ด้วยคำว่า Why ก่อนเสมอ สำหรับใครที่สนใจเรื่องนี้ ลองเปิดดูตามลิงค์ด้านบนได้ครับ ไว้วันหลังผมจะมาเขียนเรื่อง Start with why แบบยาวๆ ให้อ่านครับ เพราะเรื่องค่อนข้างยาว

หลักใหญ่ใจความก็คือ บริษัทที่ประสบความสำเร็จในโลกอย่างเช่น Nike, Coke, Apple พวกเขาล้วนแต่มีความเชื่อลึกๆ ในใจ (Why)  ซึ่งการที่เราเริ่มต้นทำอะไรจาก Why จะช่วยให้เราไปไกลมาก

ถ้าเราลองกลับไปดูโฆษณาทุกตัวของ Apple เราจะเห็นว่าโฆษณาทุกตัวนั้นมีพื้นฐานมาจากคำว่า “Think Difference” แทบจะทั้งสิ้น เช่น การเอา iPad ไปถ่ายวิดีโอ, หรือการเอา iPhone ไปเป็นกล้องถ่ายรูปแทน DSLR (ซึ่งการกระทำเหล่านี้คือสิ่งที่คนอื่นเค้าไม่ทำกัน)

แล้วถามว่าใครจะมาเป็นกลุ่มเป้าหมายของ “Think Diffrence” ?

นั่นก็คือบุคคลที่พวกเขาเรียกว่า “The Crazy One” หรือ คนบ้าคนหนึ่ง ซึ่งคนบ้าเหล่านี่จะต้องบ้าพอที่คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ ลองดูคลิปตัวอย่าง The Crazy One ได้ครับ

พอเอา “Think Difference” มารวมกับ “The Crazy One” แล้ว ก็จะเป็นภาพคนที่เอา iPad มาถ่ายวิดีโอ หรือเอา iPhone ไปเป็นกล้องถ่ายรูปแทน DSLR นั่นแหละครับ

ทีนี้ ย้อนกลับไปเรื่องโลโก้เรืองแสง ทำไมต้องเอามาเป็นประเด็น

เพราะตัวโลโก้เรืองแสงนั้นเปรียบเสมือน “ตัวตน” ของคนที่ใช้ Macbook เหล่านั้น

คนที่ใช้ Macbook พวกเขาไม่ได้ใช้เพราะว่ามันเป็น Macbook
แต่พวกเขาใช้เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความเชื่อบางอย่างที่เหมือนกัน (นั่นก็คือ Think Difference)
พวกเขาแทบจะไม่แคร์ว่า Macbook จะมี Feature อะไรบ้างด้วยซ้ำ ขอแค่ Apple ทำออกมาก็ซื้อ – -”

ด้วยเหตุนี้ เลยไม่ต้องสงสัยว่าทำไม Apple Fan ถึงได้เหนียวแน่นกว่าค่ายอื่น เพราะ Apple ได้ส่งสัญลักษณ์โลโก้ Apple เรืองแสง เพื่อให้คนที่ใช้งานเอาไปเป็น “สัญลักษณ์แทนตัวตนของพวกเขา” ได้

(โอ้ย พูดเรื่องนี้มันจะยาวจริงๆครับ ต้องไปศึกษาเรื่อง Start with why แล้วจะบรรลุ ฮ่าๆ)

ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ลองนึกถึงธงชาติ

เวลามีคนมาเผาทำลายธงชาติของเรา ทำไมเราถึงต้องโกรธ? ทั้งๆ ที่ธงชาติอันนั้นเขาก็เป็นคนซื้อมา เขามีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ? นั่นก็เพราะว่าธงชาติเป็นสัญลักษณ์แทนตัวตนของเรา ว่าเราเป็นพวกเดียวกัน เราเชื่อในสิ่งเดียวกัน

หรือถ้าคุณกำลังเดินอยู่ในลอนดอนตัวคนเดียว แล้วบังเอิญหูของคุณดันไปได้ยินเสียงคนไทยพูดขึ้นมา แน่นอนคุณก็จะหันไปคุยกับคนๆ นั้น แล้วคนๆ นั้นก็จะกลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดในโลกของคุณทันที สาเหตุเพราะเรามีสัญลักษณ์ที่เหมือนกัน นั่นก็คือภาษานั่นเอง

เช่นเดียวกับ Apple เมื่อคุณด่า Apple คุณไม่ได้ด่าบริษัท Apple แต่คุณกำลังด่าคนที่เค้าใช้ Apple

คุณเคยเห็น Macbook ที่สกปรก เปื้อนบ้างไหม?

คุณเคยเห็นใครเอาสติกเกอร์มาปิดทับโลโก้เรืองแสงของ Macbook บ้างไหม? (มี แต่น้อย) เพราะถ้าเอาไปปิดแล้ว คนอื่นจะรู้ได้ไงว่าพวกเขาเป็นใคร?

คุณจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมตามสนามบิน หรือร้านกาแฟ ถึงมีแต่ Macbook เต็มไปหมด

ดังนั้น โลโก้เรืองแสงของ Apple นั้นมีพลังมากกว่าที่เราคิดไว้มากนัก ซึ่งการที่ Apple ตัดสินใจเอาโลโก้เรืองแสงออกจาก Macbook ตัวใหม่นั้น เราไม่มีทางรู้ว่าทำไม ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปด่าว่าอะไรเค้า เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมมีเหตุเสมอ

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกได้ก็คือ Passion ของคนเราไม่สามารถส่งต่อกันได้

Passion ของ Steve Jobs มีความหมายมากกว่า Passion ของ Tim Cook

ถึงแม้ว่า Tim จะบอกว่าเขาพยายามสานต่อ Passion ของ Steve

เขาก็จะได้แค่แนวทางของ Steve เท่านั้น

แต่ลึกๆ ในใจแล้ว Passion มันไม่สามารถส่งต่อกันได้แน่นอน

หรือนี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของ Apple อีกครั้ง
ดั่งเช่นครั้งที่ Steve ถูกไล่ออกจาก Apple ครั้งแรก

ด้วยรักและห่วงใย
Apple Fan

(เขียนรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ขออภัยนะครับ)

ปล. ฝากกดไลค์เพจด้วยครัช แล้วจะมาเขียนเรื่องมันส์ๆ ให้อ่านอีกครับ