มาดูกันว่า ตั้งแต่ก้าวขึ้นเครื่องบิน เราได้เจอกับประสบการณ์อะไรบ้าง

มาดูกันว่า ตั้งแต่ก้าวขึ้นเครื่องบิน เราได้เจอกับประสบการณ์อะไรบ้าง

เรื่องราวของประสบการณ์การขึ้นเครื่องบินของผมเอง สิ่งที่ผมสังเกตเห็น การออกแบบต่างๆ บนเครื่องบิน เราได้และรู้สึกอะไรบ้างจากการขึ้นเครื่องบิน

อันที่จริง ส่วนตัวผมไม่ได้เป็นคนเดินทางบ่อยอะไรมากมาย ตั้งแต่เกิดจนโตมาถึงตอนนี้ ได้มีโอกาสขึ้นเครื่องบินแค่ 6 ครั้ง (ที่รู้เพราะ Member ในเว็บมีบอกอยู่) และผมก็เคยขึ้นเฉพาะ Thai Lion Air เท่านั้น จนผมแทบจะจำหน้า Air Hostage ได้ทุกคนแล้ว

ในส่วนของการจองตั๋วและระหว่างรอขึ้นเครื่องไม่ขอพูดถึงก็แล้วกันนะครับ และต้องบอกไว้ก่อนว่า ผมไม่เคยขึ้นเครื่องบินสายการบินอื่นเลย ดังนั้นโพสนี้ จะเป็นประสบการณ์ของผม กับสายการบิน Thai Lion Air เท่านั้นครับ

จากการที่สังเกตการออกแบบทุกอย่างบนเครื่อง ผมจึงตีความได้ว่า การออกแบบทุกอย่างนั้น เขาพยายามจะทำให้ผู้โดยสาร รู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่สุด เพราะผมคิดว่าหลายๆ คนถึงแม้จะเป็นคนใจกล้าแค่ไหน แต่เวลาขึ้นเครื่องบินมันต้องมีความรู้สึกกลัวๆ บ้างแหละ

ตั้งแต่เริ่มก้าวขึ้นเครื่อง คุณจะได้ยินเสียงเพลง Freedom to Fly ของ สิงโตนำโชค ฟีทกับ แป้งโกะ​ เปิดต้อนรับคุณอยู่ (เพื่ออารมณ์ในการอ่าน กรุณาเปิดเพลงฟังไปพลางๆ)

ผมว่าทีมพัฒนาเขาก็ช่างคิดนะครับ

Lion = สิงโต

แล้วเอา สิงโต นำโชค มาร้องเพลง

เออ เข้าใจคิดแฮะ — Feeling Wonderful :D 

ซึ่งเพลงของเขาฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายมาก แค่เพลงนี้ ก็ช่วยให้เรารู้สึกสนุก และรู้สึกว่าการบินกับสายการบินนี้ น่าจะสนุกไปด้วย แถมประกอบกับแอร์โฮสเตส ยิ้มแย้มแจ่มใส ไหว้ทักทายผู้โดยสารทุกคน

จากนั้นคุณจะพบกับพื้นที่ปูด้วยพรมตลอดทางเดิน ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน อยู่บนพื้นดินอยู่เสมอ

air1

และการออกแบบทุกอย่างบนเครื่องบิน แทบจะไม่มีของชิ้นไหนที่เป็น “มุม” แบบแหลมๆ เลย เกือบทั้งหมดจะเป็นขอบมนๆ หรือไม่ก็กลมไปเลย

air5

air4

การออกแบบมุมมนๆ แบบนี้ มีผลพลอยได้ 2 แบบคือ ทำให้เรารู้สึกเป็นมิตรแล้ว ยังป้องกันผู้โดยสารบาดเจ็บจากมุมหรือขอบต่างๆ อีกด้วย

แต่ก็มีบางส่วน ที่เป็นเรื่องจริงจัง ขอความร่วมมือ เขาก็จะเลือกใช้มุมแหลมๆ เข้ามาแทน

air2

อันที่จริงมันเป็นป้าย ห้ามสูบบุหรี่ แต่ว่ากล้องไม่ชัดแหะๆ

อีกอย่างคือระบบไฟบนเครื่องบิน

เท่าที่ผมเจอ จะมีไฟในห้องโดยสารอยู่ 3 สีคือ สีส้ม(คือมันสีออกส้มๆ หน่อยนึง), สีฟ้า และก็ สีขาว

ตรงนี้แหละเป็นประเด็นที่ผมค่อนข้างคิดนานอยู่เหมือนกัน เพราะต้องตีโจทย์ให้แตกว่าทำไมเขาถึงเลือกใช้สีแบบนี้ (ที่จริงแล้วคนออกแบบอาจจะไม่คิดอะไรเลยก็ได้ – -” )

ขั้นแรกของการตรวจเช็ค ก่อนนำเครื่องขึ้น ไฟจะเป็นสีขาว คือสีขาวที่เป็นสีหลอดไฟทั่วไปนี่แหละครับ ตรงนี้ผมรู้สึกว่า ตรงนี้เค้าซีเรียสนะ ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังอยู่ในห้องตรวจเช็คอะไรสักอย่าง ไฟต้องสว่าง และเห็นชัดเจน และที่สำคัญ ไฟสีขาว ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวอีกด้วย

ตอนกำลังจะนำเครื่องขึ้น ห้องโดยสารจะเปลี่ยนเป็นไฟสีฟ้า ตรงนี้แหละ ผมยังไม่แน่ใจ แต่คาดว่าการที่เขาเลือกสีฟ้า(หรือสีนำ้เงิน) เพราะให้ความรู้สึกว่า มีบางอย่างกำลังเปิดอยู่นะ บางอย่างกำลังจะมา เหมือนกับเราไปเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่าง แล้วไฟ On มันเป็นสีนำ้เงิน ถ้าถามว่าทำไมไม่ใช้สีเขียว เพราะสีเขียวให้ความรู้สึกว่าอนุญาติ (หรือเปล่า?)

พอเครื่องจะขึ้นจริงๆ ในห้องโดยสารจะทำการ “ค่อยๆ หรี่ไฟลง” โปรดฟังอีกครั้ง “ค่อยๆ หรีไฟลง” ตรงนี้ผมว่าเด็ดสุด คุณลองนึกภาพถ้าอยู่ๆ ห้องโดยสารดับไฟพรึบ พร้อมกับหมดทั้งลำ จะเกิดอะไรขึ้น? แน่นอนว่าเราต้องรู้สึกไม่สบายใจแน่ๆ เหมือนกับคุณกำลังอยู่บ้านตอนกลางคืนแล้วไฟดับนั่นแหละ

ส่วนสีสุดท้ายคือสีส้ม สีนี้คือตอนระหว่างเครื่องกำลังบิน ก็จะให้ความรู้สึกอบอุ่น และที่สำคัญ มันไม่รบกวนสายตาคนที่กำลังนอนมากเกินไปด้วย

air3

และสุดท้าย เวลาเครื่องบินผ่านสภาพอากาศแปรปรวน กัปตันก็จะพูด (แบบไม่ค่อยรู้เรื่อง) ออกลำโพงทั่วทั้งลำ เพื่อให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายใจมากขึ้นอีกด้วย เพราะถึงขนาดกัปตันออกมาพูดเองแล้ว คุณจะไม่เชื่อเค้าก็คงแปลกๆ เหมือนกับครูบอกนักเรียนนั่นแหละฮะ

จบครับ นี่คือประสบการณ์ในการขึ้นเครื่องบินของผม บางครั้งการที่เราลองสังเกตอะไรรอบๆ ตัวเรา เราก็จะเจออะไรแอบแฝงหลายอย่างมาก

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า ผมไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรจาก Thai Lion Air เลยสักบาท เขียนเพราะอยากเล่าล้วนๆ

(แต่ถ้าได้ก็ดี 5555)

ปล. นั่งเขียนเป็นชั่วโมง ทำไมกลับไปอ่านแล้วเหมือนได้อ่านแค่แป๊ปเดียวเองเนี่ย – -”

รูป Cover จากเว็บหมื่นทิปครับ

ปล. ฝากกดไลค์เพจด้วยครัช แล้วจะมาเขียนเรื่องมันส์ๆ ให้อ่านอีกครับ