โฆษณาคนตาบอด ช่วยให้เราทำเว็บไซต์ได้ดีขึ้นได้อย่างไร?

โฆษณาคนตาบอด ช่วยให้เราทำเว็บไซต์ได้ดีขึ้นได้อย่างไร?

หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นโฆษณานี้ผ่านตามาบ้าง เพราะมันก็มีมานานมากกกกกกกแล้วเหมือนกัน ใครได้ดูถ้าไม่อมยิ้ม ก็อาจจะมีน้ำตาตกกันบ้างก็ว่ากันไป

ในโฆษณานำเสนอเกี่ยวกับชายตาบอดคนหนึ่ง กำลังนั่งขอทานอยู่ โดยมีกระดาษใบหนึ่งเขียนข้อความและวางไว้ข้างๆ ตัวเขา ซึ่งในข้อความนั้นบอกว่า “I’m blind, please help” หรือ “ฉันตาบอด ช่วยฉันด้วย” ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ก็มีสนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง โยนเศษเหรียญให้บ้างเป็นบางคน

หลังจากนั้นก็มีสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง เดินเข้ามาหาชายคนนี้ พร้อมทั้งแก้ข้อความในกระดาษใบนั้นเป็นคำว่า “It’s a beautiful day and I can’t see it” หรือ “มันช่างเป็นวันที่สวยงาม แต่ฉันไม่สามารถมองเห็นมันได้” ทำให้ผู้คนที่ผ่านมาเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น ทำให้ชายตาบอดคนนี้ได้รับเงินอย่างมากมายแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นั่นแหละฮะ ท่านผู้ชม…. เรากลับมาว่ากันต่อในเรื่องของ UX นะครับ ว่าโฆณษาชิ้นนี้ มันสามารถสอนเราได้ยังไง?

ถ้าเปรียบเทียบกับเว็บไซต์แล้ว ชายตาบอด ก็เหมือนเว็บไซต์ คนที่ผ่านไปผ่านมา ก็คือคนที่เข้ามาดูเว็บเรา นั่นหมายความว่า ถ้าเว็บเราเขียนเนื้อหาไม่โดนใจผู้อ่าน พวกเขาก็ไม่สนใจ เหมือนกับที่คนอื่นๆ ไม่สนใจชายคนนี้ในตอนแรก

ในทางกลับกัน ถ้าเราลองใส่ใจสักนิด ในการเขียนข้อความหรือเนื้อหาของเรา เราจะพบว่า เปลี่ยนแค่คำพูดนิดหน่อย อาจจะส่งผลอย่างมหาศาล เหมือนกับสาวแปลกหน้าที่มาแก้ข้อความให้ชายคนนี้ ทำให้ได้รับความสนใจอยากมาก

การเขียนข้อความหรือบทความต่างๆ นั้น ในศาสตร์ของ UX จะมีศาสตร์อยู่ศาสตร์หนึ่ง ชื่อว่า “Content Strategy” หรือ “กลยุทธด้านเนื้อหา”

การเขียนเนื้อหานั้น ควรจะสอดคล้องกับอารมณ์บนเว็บของเรา เช่น ถ้าเป็นเว็บเกี่ยวกับการกุศล อาจจะใช้น้ำเสียงและอารมณ์​ (Voice and Tone) ไปในทางขอร้อง หรืออ้อนวอน หรือถ้าเป็นเว็บเกี่ยวกับวัยรุ่น อาจจะใช้คำพูดสมัยใหม่ ให้รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน เป็นต้น

เช่นในโฆษณานี้ ชายตาบอดคนนี้ กำลังต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้น ข้อความที่เขาเขียน จะต้องเขียนด้วย Voice and Tone ไปในทางขอร้อง

แต่ว่าในป้ายของเขาในครั้งแรกเขียนว่า  “I’m blind, please help”  มันไม่ได้เป็นการขอร้องเหรอ?

ใช่ครับ มันคือการขอร้อง แต่ว่าศาตร์ด้านการเขียนนั้นมันช่างล้ำลึกยิ่งนัก โชคดีที่ตัวผมในสมัยมัธยม ได้มีโอกาสศึกษาเรื่องการเขียนนิยายอยู่บ้าง เลยพอจะรู้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นยังไง

ข้อความที่สาวแปลกหน้าคนนี้เขียน เขาเรียกเทคนิคนี้ว่า “Show me don’t tell me” หรือ “แสดงให้ฉันดู อย่าบอกฉัน” ซึ่งเป็นหลักการแรกๆ ที่นักเขียนนิยายทุกคนต้องรู้ เช่น

ถ้าเราจะบอกว่า “ฉันกำลังรีบเดินไปโรงเรียน เพราะวันนี้อากาศร้อนมากๆ” แทนที่เราจะเขียนแบบนี้ เราควรเขียนว่า “ฉันบอกลาแม่และรีบออกจากบ้าน เพื่อเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนคอนกรีตสายประจำที่ฉันใช้เดินไปโรงเรียนทุกวัน แต่แสงแดดที่กำลังแผดเผาถนนคอนกรีต และเหงือเจ้ากรรมที่กำลังทำให้ชุดนักเรียนฉันเปียกไปหมดทั้งชุด ทำให้ฉันต้องรีบกว่าปกติก่อนที่ฉันจะหมดสติอยู่ตรงนี้เสียก่อน” อะไรทำนองนี้แหละครับ (อันนี้เขียนแบบเร็วๆ เลยดูแปลกๆแฮะ)

เทคนิคนี้ จะช่วยให้คนสามารถจินตนาการและเข้าถึงอารมณ์ได้มากกว่าการเขียนออกไปแบบโต้งๆ (โต้งๆ เขียนแบบนี้ป่าวหว่า)

ซึ่งหญิงสาวคนนี้ก็ใช้เทคนิคนี้ เพื่อให้คนที่อ่าน ได้รับรู้ถึงอารมณ์ของชายตาบอดคนนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น

อันนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะยกมาได้ ดังนั้น การเขียนบทความต่างๆ ของเรา เราควรใส่ใจให้มากกว่านี้ คำนึงถึงผู้อ่าน พยายามหา Voice and Tone ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเราให้ได้ เพื่อส่งอารมณ์และความรู้สึกจริงๆ ที่เราอยากสื่อสารให้ผู้อ่านได้รับรู้มากยิ่งขึ้น

หวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์กันบ้างนะครับ :D

ปล. ฝากกดไลค์เพจด้วยครัช แล้วจะมาเขียนเรื่องมันส์ๆ ให้อ่านอีกครับ