[วิเคราะห์] ทำไม Apple Watch ถึงมาเอาดีทางด้านกีฬา?

[วิเคราะห์] ทำไม Apple Watch ถึงมาเอาดีทางด้านกีฬา?

Disclaimer : บทความนี้เขียนขึ้นมาจากการวิเคราะห์ส่วนบุคคลเท่านั้นครับ เพราะความจริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด และการวิเคราะห์นี้เราทราบผลลัพท์อยู่แล้ว แต่เนื่องจากต้องการสื่อถึงความสำคัญของการทำ Research จึงขอนำเรื่อง Apple Watch มายกเป็นตัวอย่างครับ

หลังจากที่มีกระแสเรื่อง Smart Watch มานานหลายปี ซึ่งทางฝั่ง Android ได้ทะยอยออกมากันให้ยลโฉมเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันทางฝั่ง Apple กลับไม่มีความเคลื่อนไหวไดๆ ทำให้แฟนๆ ทั่วโลกก็เกร็งรอกันอยู่ว่า Apple จะมาไม้ไหน เพราะเนื่องจาก Smart Watch ที่มีอยู่ตามท้องตลาดก่อนหน้านี้ คือไม่สามารถหาจุดยืนให้กับตัวเองได้ชัดเจนสักเท่าไหร่

สุดท้าย Apple ก็ได้ทำการเปิดตัว(ซะที) Smart Watch โดยใช้ชื่อว่า Apple Watch และได้พยายามขายไอเดียเรื่องกีฬา และความสามารถในการ Tracking ต่างๆ เป็นหลัก เช่น ระยะทาง, อัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่จำเป็นในการใช้ประเมินผลในด้านการออกกำลังกาย ถึงขั้นไปจ้าง Christy Turlington ที่เป็นนางแบบและเซเลปชื่อดังมาเป็น Presenter อีกด้วย

ทีนี้เราลองมาคิดกันเล่นๆ ว่าทำไม Apple Watch ถึงได้มาเอาดีทางด้านกีฬา ทั้งๆ Feature อื่นก็น่าสนใจเหมือนกัน

ถ้าผมเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้าง Apple Watch ผมก็คงกุมขมับเหมือนกัน เพราะว่าทุกวันนี้ผู้ใช้ทั่วไปจะมี iPhone ติดตัวตลอดเวลา เวลาดูนาฬิกา ยังต้องหยิบมือถือมาดู ทั้งๆ ที่บางคนก็มีนาฬิกาข้อมืออยู่แล้ว

คำถาม : ถ้า iPhone อยู่กับผู้ใช้ตลอดเวลา แล้ว Apple Watch จะไปอยู่ตรงไหนในชีวิตของผู้ใช้?

ตอบ : ก็ตอนที่ผู้ใช้รู้สึกว่า iPhone เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของเขานั่นแหละฮะ

ทีนี้ลองมาวิเคราะห์ดูว่าแล้วตอนไหนที่ผู้ใช้รู้สึกว่า iPhone เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต ถ้าผมเป็นทีมงาน Apple Watch ผมก็จะทำการเชิญผู้ใช้ iPhone มาสัก 2 – 3 คนแล้วลองสัมภาษณ์พวกเขาดูว่าพวกเขามีพฤติกรรมการใช้ iPhone อย่างไร และลองค้นหาปัญหาว่ามีจุดไหนในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ที่รู้สึกว่า iPhone เป็นอุปสรรคต่อชีวิตของผู้ใช้

ซึ่งเราจะไม่ถามว่า “ตอนไหนที่คุณไม่ได้ใช้ iPhone บ้าง” หรือ “คุณรู้สึกว่าตอนไหนบ้างที่ iPhone เป็นอุปสรรคต่อชีวิต” เพราะเขา “อาจจะ” จะตอบไม่ได้หรือตอบได้ไม่ตรงจุดนัก(ไม่เชื่อลองถามตัวเองดูครับ) แต่เราจะถามโดยใช้วิธีให้เขาเล่าเรื่องแทน เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริง(Pain Point) เช่นการถามว่า “ปกติแล้ววันหนึ่ง จะใช้ iPhone เวลาไหน ทำอะไรบ้างครับ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ เอาตั้งแต่ตื่นนอนเลยก็ได้ครับ”

(อันนี้ขออนุญาตยกตัวอย่างของตัวผมเองนะครับ)

ถ้าเป็นผม ผมก็จะตอบว่า

“ก็ถ้าตั้งแต่เช้า ผมก็ใช้เป็นนาฬิกาปลุกครับ แล้วก็เช็ค Social นิดหน่อยครับ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมากครับ ส่วนใหญ่ก็จะเอาไว้ใช้ดูเวลาระหว่างวัน เมื่อถึงตอนเย็นแล้วผมก็จะไปวิ่งออกกำลังกายครับ ก็เอา iPhone ไปเปิดแอพสำหรับ Track เวลาเราวิ่งด้วยครับ”

ณ จุดนี้ เราจะต้องคอยวิเคราะห์ตลอดว่าสิ่งที่ผู้ใช้ตอบมานั้น มีจุดไหนที่คิดว่าจะเป็นปัญหากับชีวิตของเขา ซึ่งถ้าวิเคราะห์ตามข้อความด้านบนแล้ว จะสังเกตได้ว่าผมพยายามลงรายละเอียดอยู่ 2 เรื่องคือ “นาฬิกาปลุกตอนเช้า” และ “ไปวิ่งออกกำลังกาย” 

เพราะถ้าสองเรื่องนี้ไม่ได้เป็นจุด Pain Point ของผม ผมก็จะข้ามมันไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการที่ผมบอกว่า “เช็ค Social นิดหน่อยครับ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมากครับ ส่วนใหญ่ก็จะเอาไว้ใช้ดูเวลาระหว่างวัน

ทีนี้เราก็ลองคิดว่าระหว่างสองจุดนี้ตรงไหนน่าจะเป็น Pain Point มากที่สุด ซึ่งก็น่าจะเป็น “ไปวิ่งออกกำลังกาย”  เพราะ iPhone น่าจะทำหน้าที่นาฬิกาปลุกได้ดีอยู่แล้ว

เมื่อได้แบบนี้แล้ว เราก็อาจจะถามต่อว่า “ช่วยเล่าตอนที่ไปวิ่งแบบละเอียดหน่อยได้ไหมครับ”

ผมก็จะตอบว่า

“ก็กลับมาที่ห้อง เก็บของก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นผมก็เอา iPhone ไปด้วย เพราะจะเปิดแอพ Run 5k ไปด้วยเอาไว้  Tracking ตอนวิ่งครับ”

ทีนี้ก็ลองถามตามจุดประสงค์ของเราต่อ เพื่อหาว่าช่วงไหนที่ iPhone รู้สึกเป็นอุปสรรคกับชีวิตของผู้ใช้ที่สุด

เราก็อาจจะถามต่อว่า “แล้วตอนวิ่ง เอา iPhone ไว้ตรงไหนครับ”

ผมก็จะตอบว่า

“ก็ถือไปวิ่งไปนั่นแหละครับ เพราะว่าเอาใส่กระเป๋ากางเกงแล้วมันเกะกะ วิ่งไม่สะดวกครับ อีกอย่างเวลาวิ่งไป ผมจะชอบดู Tracking ตลอดครับว่าเราวิ่งไปได้เท่าไหร่แล้ว”

ทีนี้เราก็พอจะเห็นภาพแล้วว่า iPhone นั้นเป็นอุปสรรคกับชีวิตของผู้ใช้ตอนไหน

ดังนั้นเราอาจสรุปได้ว่า Apple Watch จะมามีบทบาทได้ดีกว่า iPhone ในเวลาที่ผู้ใช้ไปออกกำลังกาย เพราะเป็น Device ที่ไม่ต้องถือไว้ และสามารถยกขึ้นมาดูได้ตลอดเวลา จึงเป็นที่มาของการขายไอเดียด้านกีฬาของ Apple Watch ครับ (ความจริงต้องทำการสำรวจหลายๆ คน เพราะนี่เป็นตัวอย่างเฉพาะตัวผมคนเดียวครับ จึงไม่สามารถนำมาเป็นข้อสรุปที่ดีได้เท่าที่ควร)

ไอเดียของคุณก็เช่นกันครับ Startup หลายรายที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป เพราะว่าไม่สามารถแก้ปัญหาตรงจุดของผู้ใช้ได้ เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นที่ดี คือการรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจและช่วยแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเป้าหมายของเราได้ตรงจุดมากที่สุด

สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตยก Status จาก Facebook ของพี่ไวท์มาเป็นตัวอย่างครับ

pwhite

“สิ่งที่ Startup จะต้องคิดให้มากเลยก็คือ Pain ของ Paying Customers … ไม่ใช่การเอา Pain ของตัวเองมาตั้งเป็นโจทย์ … ต่อให้ Users แบบตัวเรามีเป็นแสนคน (ซึ่งใช้ฟรีทุกคน) แล้วไม่ได้ตอบโจทย์คนที่จะต้องจ่ายตังค์ก็ถือว่ายังไม่ใช่ธุรกิจที่ดีครับ” — Shakrit Chanrungsakul (April 9 at 11:35pm)

เมื่อแก้ปัญหาได้จริง ผู้ใช้ก็พร้อมที่จะยอมจ่ายครับ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านนะครับ :)

ปล. ฝากกดไลค์เพจด้วยครัช แล้วจะมาเขียนเรื่องมันส์ๆ ให้อ่านอีกครับ