เปิดประสบการณ์ 52 ชั่วโมงกับ 1st Startup Weekend Chiang Mai

เปิดประสบการณ์ 52 ชั่วโมงกับ 1st Startup Weekend Chiang Mai

เรื่องเล่าจากประสบการณ์การเข้าร่วมงาน Startup Weekend เชียงใหม่ครั้งที่ 1 ของผม สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากกงานนี้ และวิถีชีวิตของชาว Startup Weekend ตลอดทั้ง 52 ชั่วโมง 

ปล. บทความนี้จะไม่ลงรายละเอียดของผู้เข้าร่วมมากนักนะครับ ผมจะเน้นภาพรวม และทีมของผมเอง (แน่นอน เพราะผมไม่รู้เรื่องของทีมอื่น) และเน้นในส่วนสุดท้ายคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากงานนี้ กรุณาอ่านเอามันส์ เพราะคิดว่าน่าจะไม่ได้สาระอะไรจากโพสนี้

ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Startup Weekend ครั้งแรกของผม และเป็นครั้งแรกของเชียงใหม่ด้วย ถือว่าเป็นก้าวแรกของเชียงใหม่ที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะปกติงานทำนองนี้มักจะไปจัดที่กรุงเทพ จนผมอยากจะย้ายไปอยู่กรุงเทพให้มันรู้แล้วรู้รอด

ตั้งแต่วันแรกที่เปิดซื้อตั๋วเข้างาน คุณเชื่อมั้ยครับ ผมเปิดดูจำนวนตั๋วที่ลดลงทุกวัน วันละหลายๆครั้ง เพราะอะไรนะเหรอครับ? เพราะผมรู้จักคนเชียงใหม่ดี คนเชียงใหม่ใจเย็นมากครับ เย็นจนคนจัดงานยังหายใจไม่ทั่วท้อง บทไอ้เราจะลงไปก่อน ก็กลัวงานล่ม เดี๋ยวจะทำเรื่องคืนเงินลำบากอีก -*- และมันก็เป็นอย่างที่ผมคาดไว้จริงๆ “คนที่อยู่เชียงใหม่” เขาใจเย็นจริงๆ แห่กันมาสมัครกันวินาทีสุดท้าย

และวันงานก็มาถึง ผมเลิกงาน 6 โมงเย็นและตรงไปที่งานทันที
sw-final-pitch

ลองถามจำนวนคนเข้าร่วมจากผู้จัด เขาบอกว่าประมาณ 50 คน จำนวนในนี้เป็นชาวต่างชาติซะ 90 เปอร์เซ็น – -”

50 คนในเชียงใหม่ ถือว่าเยอะนะ แต่ถ้าเป็นที่ กทม. น่าจะเยอะกว่านี้

วันแรกของงานเริ่มทำการ Pitch และหาทีมงาน

ผมไปแบบตัวเปล่าจริงๆ ไม่ได้คิดจะไป Pitch อะไรทั้งนั้น กะว่าไปอาศัยอยู่กับทีมอื่น มาเพื่อหาประสบการณ์จริงๆครับ ส่วนคนที่เตรียมไอเดียมา ก็ทำการขึ้นพูดเพื่อหาคนสนับสนุน หลังจากนั้นเขาก็จะเอาหัวข้อของแต่ละคนที่พูด ไปติดไว้ที่ผนังห้อง แล้วให้คนในงานเอา Post-it เข้าไปแปะ เพื่อโหวตว่าอันไหนจะได้คะแนนเยอะสุด

หลังจากที่ผมไปแปะโหวตแล้ว ก็มานั่งคุยกับคนไทย ที่มาจาก กทม. อันที่จริงเขาเป็นเพื่อนของทีมงานที่จัดงานนี้ แต่อยากลองมาเข้าร่วมด้วย ก็เลยติดมากันเป็นพรวน นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ก็ไม่ทันสังเกตว่าเค้าทำอะไรกันอยู่ รู้ตัวอีกทีคือเขาเริ่มหาทีมกันแล้ว!! เฮ้ย.. แล้วตูจะอยู่กลุ่มไหนดีเนี่ย

ขณะที่กำลังนั่งดูคนอื่นเค้ากำลังวุ่นอยู่กับการหากลุ่ม ก็มีชาวต่างชาติคนหนึ่ง เดินเข้ามาแล้วถามว่า มาอยู่กลุ่มด้วยกันมั้ย?

สุดท้ายก็จับพลัดจับถูได้มาอยู่ทีมด้วยกันแบบงงๆ

sw-myteam22

กลุ่มผมมีกันอยู่ 4 คน เป็น Front-end ซะสองคน คือผม กับเจ้าของไอเดีย ส่วนอีกสองคนที่เหลือ คือเป็นคนดูด้านโมเดลธุรกิจ

กลุ่มของผมทำไอเดียที่ชื่อว่า DummyTax คร่าวๆ ก็คือเป็น App เพื่อการกุศล แต่ทำแบบฮาๆ คือถ้าเรามีเพื่อนทำอะไรแบบแปลกๆ หรือโง่ๆ ก็เอามาโพสลงใน App นี้ ถ้าอยากให้ลบ ก็ต้องบริจาคเงินให้กับองค์กร หรือมูลนิธิต่างๆ (ถ้านึกไม่ออก ให้นึกถึง Ice Bucket Challenge ครับ ทำนองเดียวกัน)

ด้วยความที่ทีมเราไม่มี Developer เลยสักคน เพียงแต่เจ้าของไอเดีย (ชื่อว่า Ben) สามารถทำ PHP ได้นิดหน่อย เราก็เลยตกลงกันว่า เราทำแค่ Mockup ก็พอ ไม่จำเป็นต้องทำให้มันใช้ได้จริง แค่สามารถ Demo ให้กรรมการดูคอนเส็ปคร่าวๆได้ก็พอ

ด้วยความลน หรืออะไรก็แล้วแต่ เราเลือกที่จะลงมือทำทันที แทนการพูดมาก หรือการนั่งเถียงกัน คือผมรู้สึกแปลกใจมากที่ทีมของผมเริ่มทำ Product ตั้งแต่วันแรกเลย ในขณะที่กลุ่มอื่นเขากำลังหน้าดำคร่ำเครียดคิดวางแผนกันแบบจริงจังมาก

ลืมบอกว่ามีทั้งหมด 7 ทีม ทีมอื่นเขามีกันมากกว่า 6 – 10 คน แต่ทีมผมมีกันแค่ 4 คน ถือว่าจำนวนน้อยที่สุดแล้วในบรรดาทีมทั้งหมด มันทำให้ผมนึกถึงบทความๆ หนึ่งที่บอกว่า “Startup ยิ่งคนน้อยยิ่งดี” เพราะยิ่งมากคน ยิ่งมากความ ยิ่งช้าไปกันใหญ่ แต่มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือถ้าคนน้อย เราอาจจะวางแผนไม่รอบคอบก็ได้

เวลาผ่านไปตั้งแต่ 6 โมงเย็นของวันศุกร์ จนถึงเกือบๆ เที่ยงคืน สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คือ ทุกคนกลับบ้าน ?!!

คือเท่าที่ผมรู้มา ไหนบอกว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันไงฟร่ะ – -” โอเค กลับก็กลับ

sw-view

วันที่สองของงาน ทำงานต่อจากที่ให้เสร็จ

เรานัดกันเวลา 9 โมงเช้า เพราะเป็นเวลาที่ผู้จัดก็เริ่มมากันแล้ว (แต่จะมาก่อนก็ได้นะ หรือจะอยู่ทั้งคืนก็ไม่มีใครว่า) เราก็เริ่มทำกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตัว Mockup ของเราเสร็จเวลาประมาณบ่าย 3 โมง ซึ่งสามารถไปไกลได้กว่าที่คิดนิดหน่อย คือสามารถอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ และโพสข้อมูลได้จริง

ซึ่งผมรู้สึกว่ากลุ่มผมเป็นกลุ่มแรกที่ทำ Product เสร็จ – -”

หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำการถ่ายวิดีโอ เพิ่มเนื้อหาในเว็บไซต์ เพื่อเตรียมการสำหรับวันทำ Demo วันสุดท้าย

sw-myteam2

sw-myteam3

(โปรดอย่าถามหาวิดีโอ เพราะมันน่าอายเกินว่าจะโชว์ ; w ; )

ถึงนาทีนี้ ในขณะที่บางทีม ยังคงนั่งคุยกันอยู่ หรือ สรุปกันยังไม่ได้ แต่ทีมของผมเร็วมากกกกกกกก เร็วกว่าทีมอื่นจนน่าตกใจ

sw-winnerteam2

อันนี้เป็นอีกทีมหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็น Dream Team มากๆ (ชื่อนี้ผมตั้งเอง) เพราะครบเครื่องครบด้านสุดๆ มีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบนด์ กราฟฟิค Designer สุดโหด, สุดยอดนักเขียน Content, UX Designer,​ Devolper คือทีมนี้ออกไปตั้งบริษัทนี่ คิดว่าคงทำเงินปีละหลายล้าน

วันที่สาม วันตัดสินชะตา

ถึงตอนนี้ผมค่อนข้างชัวร์ ว่าทีมของผมไปเร็วกว่าทีมอื่นนิดหน่อย ไม่ใช่เร็วเพราะว่าเราเก่งนะครับ แต่ว่าไอเดียมันง่ายมาก ไม่ต้องทำอะไรมากต่างหาก -*-

ในขณะที่ทีมอื่นยังคงนั่งทำกันอยู่ แต่ทีมผมเริ่มทำการฝึกพูด Presentation กันแล้วจ้าาา เจ๋งป๊ะล่าา -*-

sw-myteam33

Final Pitch!!

เรามีเวลาทีมละ 5 นาทีเพื่อพูด Present ดังนั้นแต่ละทีมต้องทำการฝึกกันก่อนจะพูดจริง เวลาประมาณบ่าย 3 โมง กรรมการก็ให้หัวหน้าทีมออกไปจับฉลากเพื่อดูว่าใครจะได้พูดลำดับไหน ซึ่งทีมเราได้เป็นทีมที่ 5 จากทั้งหมด 7 ทีม

sw-coach

sw-coach

ผมไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่เขาเป็นเหมือนคนหลักในการจัดงาน มาจากต่างประเทศครับ

sw-finalpitch

sw-winner

Dream Team ครับ ; w ;

อันนี้ทีมผมเองครับ กำลัง Presentsw-myteam

Keynote อันนี้ผมเป็นคนทำเอง เพราะว่าไม่ค่อยได้เอาเรื่อง UX ไปใส่ใน Product สักเท่าไหร่ เลยเอามาจัดเต็มใน Keynote แทนก็แล้วกัน

ผลการแข่งขัน!!

สรุปว่าทีมของผม ไม่ติดอันดับใดๆ เลย ต้องเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน AF ไปก่อนเพื่อน ส่วนทีมที่ชนะนั้น ได้รับคะแนนชนะเลิศจากกรรมการทั้ง 3 คน และยังชนะเลิศผลการโหวตจากผู้เข้าร่วมอีกด้วย ; w ;

ใช่ครับ ไม่ต้องสงสัยว่าจะเป็นทีมไหนไปได้ พวกเค้าก็คือ Dream Team นั่นเองครับ! (ไม่งั้นคงไม่เอามาเขียนในตอนต้นเรื่อง ใช่ป่ะ ทุกอย่างต้องมีที่มา อิอิ)

sw-winnerteam

(ลำดับต่อไป เป็นการอวยผู้ขนะ ; w ; )

ชื่อ Project ของพวกเขาก็คือ Read what I want. (น่าจะถูกนะ) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เป็นผู้ช่วยในการเรียนภาษาของเราด้วย (จำได้คร่าวๆ ประมาณนี้ครับ ลึกๆ ผมจำไม่ได้อ่ะ ; w ; ต้องขอโทษจริงๆครับ)

แต่ละคนใช่เล่นนะครับ (ข้อมูลเท่าที่ทราบมา) ชาวต่างชาติที่ใส่แว่น (เสื้อดำ) เขาเป็น Graphic Designer สุดโหด และคนใส่เสื้อสีเทา เป็น Developer

แถวล่าง นับจากขวาสุดเป็นคนไทย มาจาก กทม. คนนี้เป็น Graphic Designer ซึ่งเป็นคนที่ออกแบบ Logo ให้กับ Startup weekend เชียงใหม่ ; w ;

คนถัดมา เป็นคนเชียงราย แต่มาทำงานในเชียงใหม่ สุดยอด Graphic Designer เหมือนกัน แต่เจ๋งตรงที่เป็น UX Designer อีกด้วย เพราะงั้น ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงได้ชนะ

ผู้ชายที่ถือป้ายเป็น Developer มือฉมังมาจากเชียงราย ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทด้าน Software อีกด้วย

คนสุดท้าย ชาวต่างชาติเสื้อสีส้ม ซึ่งเป็นเจ้าของไอเดียนี้เอง! เขาเป็นครูสอนภาษาอยู่ประเทศไทยมานานกว่า 10 ปี พูดได้ 5 ภาษา แน่นอนว่าพูดไทยได้ด้วย และพูดไทยชัดกว่าคนไทยบางคนอีกนะเออ – -” (พูดภาษาเหนือได้ด้วยนะ จัดว่าเด็ด)

สิ่งที่ผมได้รู้จากงานนี้

  • เชียงใหม่เป็น Creative City จริงๆ เพราะจากที่คุยกับทีมงาน เขาบอกว่าเชียงใหม่มี Designer เยอะแต่ขาด Developer ซึ่งตรงกันข้ามกับที่ กทม.
  • ด้วยความเป็น Creative City คนก็เลย Creative ตาม ซึ่งผู้จัดก็บอกอีกว่างานนี้มีแต่คนใช้ Mac (ผมนับแล้วมีมากกว่า 40 เครื่อง) (อันนี้ไม่เกี่ยว แต่ขออวย Mac)
  • อย่าริแอบด่าฝรั่งเป็นภาษาไทย เพราะฝรั่งที่นี่พูดไทยได้หลายคน

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากงานนี้

ผมว่าทุกไอเดียที่เกิดขึ้นมา ถือว่าเป็นไอเดียที่ดี การที่เราไม่ชนะนั้น ไม่ได้หมายความว่าไอเดียเราใช้ไม่ได้ แต่เพราะการอยู่ในโลกแห่งนี้ทุกอย่างมันต้องมีกติกา ถ้าเราอยากมีนักลงทุน จงเล่นตามเกมของนักลงทุนแต่ถ้าหากเราทำเพราะใจรัก ก็จงทำเพราะใจรัก และเมื่อถึงเวลา เงินมันจะมาเอง

การเข้าร่วมงาน Startup Weekend ในครั้งนี้ สิ่งที่ผมได้มากกว่าการทำงานคือ การได้พบปะคนที่หลากหลาย การได้พบสังคมใหม่ๆ ทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆ มากขึ้น การได้นั่งคุยกับใครบางคนแค่ 3 นาที อาจจะเปลี่ยนทั้งชีวิตเราก็ได้

สุดท้ายนี้ ผมอยากบอกว่า ให้ก้าวออกมาจากห้องแคบๆ ของคุณ และไปเจอผู้คนบ้างเถอะครับ

ขอบคุณผู้จัด ที่ทำให้เกิดงานดีๆ แบบนี้ขึ้น
ขอบคุณคนๆ หนึ่ง ที่ทำให้ 3 นาทีของผมมีค่ามากที่สุดในชีวิต (ซึ่งเขาอาจจะไม่รู้ตัว)
ขอบคุณทีมงาน เบน, คริส, นอร์ท ที่ร่วมทำงานกันอย่างสนุกสนาน (ไร้คำว่าเครียดจริงๆ)
ขอบคุณรูปจากเพจ Punspace, Startup Weekend Chiang Mai ครับ
ขอบคุณ PunSpace และผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่เป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานครั้งนี้ และทำให้จังหวัดเชียงใหม่ ได้พัฒนาไปอีก 1 ขั้นครับ
sw-sponser

ปีหน้าฟ้าใหม่ ถ้ามีโอกาส ผมจะไปร่วมงาน Startup Weekend Chiang Mai ครั้งที่ 2 แน่นอนครับ (ก็มันสนุกจริงๆนะ) และหวังว่า เชียงใหม่จะมีกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ

บทความนี้ใช้เวลาในการเขียนทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 28 นาที
ขอบคุณที่ติดตามครับ ถ้าอยากรู้หรือว่าสงสัยอะไรถามได้ครับ ยินดีตอบ (ถ้าตอบได้)

 

ปล. ฝากกดไลค์เพจด้วยครัช แล้วจะมาเขียนเรื่องมันส์ๆ ให้อ่านอีกครับ